การอนุรักษ์พลังงานในระบบปรับอากาศในอุตสาหกรรม และขอแนะนำเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัด

การอนุรักษ์พลังงานในระบบปรับอากาศในอุตสาหกรรม และขอแนะนำเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัด

การอนุรักษ์พลังงานในระบบปรับอากาศในอุตสาหกรรม และเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัด
การปรับอากาศเป็นการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความสะอาด การกระจายความเย็น ให้ได้สภาวะที่ต้องการ โดยเฉพาะในอาคารขนาดใหญ่ พลังงานที่ใช้ในระบบปรับอากาศคิดเป็นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาและทำความเข้าใจในระบบทำความเย็นและระบบปรับอากาศ เนื่องจากหากสามารถประหยัดพลังงานในระบบทำความเย็นและปรับอากาศได้ ก็จะสามารถประหยัดพลังงานได้อย่างมาก

ตาราง แสดงการใช้ไฟฟ้าในอาคารแต่ละประเภทแยกตามกิจกรรม คือ ระบบทำความเย็น ระบบแสงสว่าง และอื่นๆ เป็นร้อยละของการใช้งาน (Lawrence Berkley Laboratory การพลังงานแห่งชาติ Energy Conservation in Conservation in Commercial Building ปี พ.ศ. 2528

ประเภทของระบบปรับอากาศที่นิยมใช้ในอาคาร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. ระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน (Split Type Air Conditioner)
2. ระบบปรับอากาศแบบระบบ (VRV / VRF)
3. ระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์
โรงงานและศูนย์การค้ามีการใช้ระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ ซึ่งเป็นกระบวนการควบคุมสภาวะของอากาศเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการ โดยทั่วไป ปัจจัยหรือพารามิเตอร์ของอากาศที่ต้องควบคุมประกอบด้วย อุณหภูมิ ความชื้น ความสะอาด การกระจายลม และปริมาณลม ระบบปรับอากาศประเภทนี้ประกอบด้วยระบบน้ำเย็น(Chilled Water System) โดยมีเครื่องทำน้ำเย็น(Chiller) ทำหน้าที่ผลิตน้ำเย็นจ่ายให้แก่เครื่องส่งลมเย็น (Air Handling Unit ; AHU) เพื่อทำการปรับอากาศให้แก่บริเวณพื้นที่การผลิต พื้นที่สำนักงาน หรือศูนย์การค้า และเพื่อควบคุมสภาวะอากาศในการผลิต ส่วนความร้อนจากระบบจะถูกระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมที่หอทำความเย็น (Cooling Tower)
สัดส่วนการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ แสดงดังตาราง


ตัวอย่างการอนุรักษ์พลังงานในระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์สามารถทำได้ ดังนี้
1. กำหนดเวลาเปิด-ปิดเครื่องทำน้ำเย็นให้เหมาะสม
2. การเพิ่มประสิทธิภาพในระบบน้ำหล่อเย็นของเครื่องทำน้ำเย็น
3. การปรับตั้งอุณหภูมิของเครื่องทำน้ำเย็นให้เหมาะสม
4. การทำความสะอาดคอนเดนเซอร์เครื่องทำน้ำเย็น
5. การเลือกเดินเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูงเป็นหลัก
6. การใช้เครื่องทำน้ำเย็นในจุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
7. การหรี่วาล์วที่ออกจากปั๊มเพื่อลดอัตราการไหลของน้ำ
8. การทยอยเพิ่มภาระการปรับอากาศ
นอกจากวิธีข้างต้นแล้วในการอนุรักษ์พลังงานระบบปรับอากาศ จำเป็นที่จะต้องประเมินสมรรถนะการทำงานและประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ ด้วยการตรวจวัดค่าต่างๆ เช่น
– วัดกำลังไฟฟ้า (Power Meter) วัดค่ากำลังไฟฟ้าที่ป้อนเข้าเครื่องทำน้ำเย็น หน่วยเป็นกิโลวัตต์ (kW)
– วัดอัตราการไหลของน้ำเย็นที่ผ่านเครื่องสูบน้ำเย็นในรูปของ ลิตรต่อวินาที (L/s) หรือแกลลอนต่อวินาที (GPM)
– วัดค่าอุณหภูมิน้ำเย็นเข้าและออกเครื่องทำน้ำเย็นในหน่วยองศาเซลเซียส

เครื่องมือที่ใช้ตรวจในระบบปรับอากาศ (Online Measuring Instruments in Chiller)

11
FLUXUS F501 แบรนด์ FLEXIM
– มีความแม่นยำในการตรวจวัดสูง ด้วยการตรวจวัดแบบ Bi-directional
– เซ็นเซอร์มีความทนทาน มาตรฐานการกันน้ำและฝุ่น IP67
– ใช้หลักการตรวจวัดอัตราการไหลชนิด Transit time Ultrasonic
– ใช้งานได้ที่อุณหภูมิ -10…+60°C
– ชุดควบคุมมีหน้าจอแสดงผลการตรวจวัด หรือสามารถแสดงผลผ่านอุปกรณ์อื่นด้วยการส่งสัญญาณขาออกชนิด 4…20 mA
– มีหน่วยความจำ (data logger) สามารถบันทึกข้อมูลได้สูงถึง 100,000 ค่า
– ใช้ในการตรวจวัดค่าได้ทั้งน้ำสะอาด น้ำเสีย กระบวนการผลิตน้ำดื่ม เป็นต้น
METSEPM2230 แบรนด์ Schneider Electric
– เครื่องมือวัดพลังงานไฟฟ้าตระกูล EasyLogic
– ค่าไฟฟ้าที่มิเตอร์ PM2230 สามารถวัดได้
  – Calculated neutral current
  – Active power P, P1, P2, P3
  – Current I, I1, I2, I3
  – Peak demand power PM, QM, SM
  – Voltage U, U21, U32, U13, V, V1, V2, V3
  – Peak demand currents
  – Reactive power Q, Q1, Q2, Q3
  – Demand power P, Q, S
  – Unbalance current
  – Active, reactive, apparent energy (signed, four quadrant)
  – Apparent power S, S1, S2, S3

สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อ : คุณกิตติพงศ์  092-248-8899   Line ID: @entechsi 

Chat with us on LINE